วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับรถฟอร์คลิฟท์

  รถยก เป็นรถที่ใช้สำหรับยกและขนย้ายสิ่งของ รถยกสมัยใหม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2463 ในปัจจุบันรถยกถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม และคลังสินค้า เป็นการช่วยลดเวลาการทำงาน ทุ่นแรงยกและการเคลื่อนย้าย ลดการบาดเจ็บจากการยกของหนัก และลดการจ้างมนุษย์ ลักษณะโดยทั่วไปของรถยกมี แท่งเหล็กยื่นออกมาจากโครงสร้างหลักของตัวรถเรียกว่า งา เพื่อใช้สำหรับวางและยกสิ่งของ เพื่อทำการเคลื่อนย้าย โดยอาศัยกลไกการทำงานในรูปแบบต่างๆ
         ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 มีส่วนสำคัญในการที่จะพัฒนาการยกแท่นรองฐานปืนด้วยระบบไฟฟ้าในการยก เนื่องจากความจำเป็นและสะดวกในการใช้งาน ได้มีการคิดค้นพัฒนาเพิ่มในด้านของการยกและขนย้ายลูกระเบิดให้เป็นไปด้วยความนิ่มนวลและมีความปลอดภัยมากขึ้น จึงได้พัฒนาใช้ทั้งแบบเชิงกล และรถยกใช้ไฟฟ้าขึ้นมาด้วย
         รถยกรุ่นแรกจะเป็นแบบง่าย ๆ ไม่ใช้ระบบไฮดรอลิคในการยก ไม่มีงา แต่ใช้รอกเป็นตัวดึงโซ่และยก ยกได้ไม่สูงมากนัก ไม่ใช้คนนั่งขับ
         ปี พ.ศ. 2460 ได้มีการพัฒนารถยกที่ใช้คนนั่งขับ โดย บริษัท Clark จำกัด เรียกว่า TruckTracter แต่เป็นการผลิตเพื่อใช้งานของ Clark เอง ในอีก 6 ปีต่อมา บริษัท Yale ได้ผลิตรถยกแบบใช้ไฟฟ้า และมีงาใช้ในการยกขึ้นมา การยกขึ้น-ลง ใช้แบบ Ratchet & Pinion หรือการใช้เฟืองและสปริงช่วยในการหมุนเพื่อผ่อนแรงยก
          การใช้งานรถยกในสมัยนั้นยังเป็นไปแบบไม่แน่นอนจนได้มีการพัฒนาแท่นวางสินค้าขึ้นอย่างมีมาตรฐานในปี พ.ศ. 2473 เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้มีการพัฒนารถยกเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการพัฒนารถยกเป็นไปแบบก้าวกระโดด ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ความต้องการด้านอุปโภคและยุทธภัณท์ สูงขึ้นหลายเท่าตัว เป็นแรงผลักดันให้มีการเร่งพัฒนาการขนย้ายโดยเฉพาะการขนย้ายด้วยรถยก ส่วนรถยกที่ใช้ไฟฟ้าได้สร้างแบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ 8 ชั่วโมงติดต่อกันโดยไม่ต้องประจุไฟใหม่
          ต่อมาจึงได้พัฒนาด้านความปลอดภัยให้แก่คนขับขึ้นด้วยการทำกรงเหล็กป้องกันสิ่งของตกใส่คนขับ

ประเภทรถยก

          1.  ENGINE FORKLIFT รถยกที่ใช้เครื่องยนต์เป็นต้นกำลัง โดยใช้นำมันเป็นเชื้อเพลิง
รถยกประเภทนี้สามารถแบ่งออกตามชนิดเชื้อเพลิงที่ใช้ได้ 3 ประเภท คือ
                    1.1)  DIESEL ENGINE (เครื่องยนต์ดีเซล)
                    1.2)  GASOLINE ENGINE (เครื่องยนต์แก๊สโซลีน)
                    1.3)  L.P.G. ENGINE (เครื่องยนต์แก๊ส L.P.G.)
นอกจากนั้นรถยกที่ใช้เครื่องยนต์เป็นต้นกำลัง สามารถแบ่งตามระบบส่งกำลังได้ 2 ประเภท
          -  ระบบส่งกำลังด้วยทอร์ค (TOROFLOW TRANSMISSION)
          -  ระบบส่งกำลังด้วยคลัทซ์ (DIRECT DRIVE) 


           2.  BATTERY FORKLIFT รถยกไฟฟ้าใช้มอเตอร์เป็นต้นกำลังขับเคลื่อนโดยได้รับกระแสไฟฟ้ามาจากแบตเตอรี่
ระยกไฟฟ้าสามารถแบ่งตามลักษณะโครงสร้างภายนอกได้เป็น 2 แบบ คือ
          -  แบบ COUNTER BALANCIT (แบบนั่งขับ) 
          -  แบบ REACH TURCK (แบบยืนขับ)

โครงสร้างรถยก

         รถยก (FORKLIFT TRUCK) เป็นรถบรรทุกประเภทหนึ่ง ที่ใช้เคลื่อนย้ายวัสดุสิ่งของจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยได้ติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งาน งานในโรงงานหรือในบริเวณพื้นที่แคบ ๆ จุดประสงค์หลักก็คือ ยกวัสดุสิ่งของขึ้นสูงไม่เหมาะกับการเคลื่อนย้ายเป็นระยะทางไกล ๆ ซึ่งผู้ใช้งานหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องเรียนรู้ลักษณะหน้าที่ของโครงสร้างและส่วนประกอบที่สำคัญของรถยก ดังนี้
  1. โครงรถ (FRAME)
  2. เป็นอุปกรณ์หลัก ใช้เป็นที่ติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ของรถยกซึ่งทำมาจากเหล็กพับขึ้นรูป มีความหนาประมาณ 1 - 2 มิลลิเมตร


  3. เสา (MAST)
  4. คือ รางเลื่อนสำหรับให้งา (FORK) เลื่อนขึ้นลงเป็นที่ติดตั้งระบบไฮโดรลิค และโซ่ที่ใช้สำหรับยกของ เสารางเลื่อนได้ถูกแบ่งเป็นตอน โดยปกติแล้วเสารางเลื่อนของรถยกทั่ว ๆ ไปจะมี 2 ตอน แต่บางครั้งเพื่อความเหมาะสมกับลักษณะของงานบางประเภทแล้วจึงออกแบบให้มี 3 ตอนเช่น งานบรรทุกของเข้าตู้คอนเทนเนอร์ เป็นต้น



  5. โซ่ (CHAIN)
  6. ทำหน้าที่ยกน้ำหนักของวัสดุสิ่งของให้เลื่อนขึ้นลงตามเสา โดยปกติจะมี 2 เส้นหรือ 4 เส้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนเสา


  7. งา (FORK)
  8. ทำหน้าที่รับน้ำหนักของวัสดุสิ่งของที่จะยก เป็นอุปกรณ์ที่ทำมาจากเหล็กหล่อชนิดพิเศษใช้สอดเข้าไปเพื่อการบรรทุกวัสดุสิ่งของต่าง ๆ นอกจากนี้ยังสามารถถอดเปลี่ยนเป็นแบบอื่น ๆ ได้ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานของแต่ละประเภท


  9. ล้อหน้า (FRONT WHEEL)
  10. โดยลักษณะของการใช้งานแล้วล้อหน้าจะทำหน้าที่รับน้ำหนักบรรทุกทั้งหมด รับน้ำหนักของตัวรถ และยังเป็นล้อที่ต้องออกกำลังขับเคลื่อนรวมทั้งเบรคอีกด้วย ดังนั้นล้อหน้าจึงถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่กว่าล้อหลัง


  11. ล้อหลัง (REAR WHEEL)
  12. มีหน้าที่หลักเพื่อการบังคับเลี้ยว และจะมีขนาดเล็กกว่าล้อหน้าเพื่อความสะดวกในการบังคับเลี้ยว


  13. แผงกั้น (BACKREST)
  14. ทำหน้าที่เป็นแผงกั้นวัสดุสิ่งของเวลายกสูง เป็นที่พิงของวัสดุสิ่งของเวลายกทำให้ไม่ตกหล่น





  15. หลังคา (OVERHEAD GUARD)
  16. เป็นอุปกรณ์มาตราฐานมีหน้าที่ป้องกันอันตรายให้กับผู้ขับขี่ และป้องกันไม่ให้สัมภาระที่ยกตกลงใส่ผู้ขับขี่ในขณะที่ยกวัสดุสิ่งของขึ้นสูง ๆ

  17. ฝาครอบเครื่องยนต์ (ENGINE HOOD)
  18. เป็นอุปกรณ์ช่วยป้องกันความร้อนตลอดจนเก็บเสียงเครื่องยนต์ และยังเป็นที่สำหรับติดตั้งเก้าอี้ที่นั่งคนขับ

  19. น้ำหนักถ่วงท้ายรถ (COUNTER WEIGHT)
  20. ทำหน้าที่ถ่วงน้ำหนักของการบรรทุกด้านท้ายรถ เพื่อไม่ให้ท้ายรถกระดกในขณะบรรทุกวัสดุสิ่งของต่าง ๆ







  21. แผ่นระบุข้อมูล (Data Plate)
  22. เป็นแผ่นโลหะที่จะระบุที่ติดมาจากผู้ผลิต โดยจะให้รายละเอียดเกี่ยวกับ อัตราบรรทุก ข้อมูลการปฏิบัติงาน การบำรุงรักษาหรือข้อมูลอื่นๆที่จำเป็น และคำเตือนต่างๆ




  23. อื่นๆ

ประโยชน์การใช้งานและข้อจำกัดของรถยกลาก

         การใช้งานจะใช้กับพื้นที่เรียบ มีล้อเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้สามารถหมุนได้ใต้แผ่นรองกอง(Pallet) หรือกล่องรองกอง (Skid) ดังแสดงในรูปที่ และติดตั้งชุดยกที่ได้ออกแบบมาเพื่อยกวัสดุให้เกิดช่องว่างระหว่างพื้นเรียบ กับพื้นโรงงานมากเพียงพอที่จะสามารถเคลื่อนย้ายวัสดุต่อไปได้ การขับเคลื่อนจะใช้แรงงานคนสำหรับเข็น และจะใช้ระบบไฮโดรลิค หรือชุดกลไกทางกลสำหรับยกวัสดุ รถยกเข็นชนิดพื้นเรียบ(Platform) จะใช้สำหรับขนถ่ายกล่องรองกอง และรถยกเข็นชนิดพื้นปากซ่อม 2 ขา(Fork) จะใช้สำหรับขนถ่ายแผ่นรองกองคุณลักษณะเฉพาะ
  1. ราคาไม่แพง
  2. มีความทนทาน จึงไม่ต้องทำการบำรุงรักษามากนัก ยกเว้นการใช้ในงานในพื้นที่เปียกชื้น หรือไอเคมีกัดกร่อน ต้องดูแลระบบล้อ และการป้องกันการกัดกร่อนเป็นอย่างดี
  3. น้ำหนักเบามีขนาดกระทัดรัด
  4. สะดวกสบายและง่ายต่อการใช้งาน
  5. สามารถปรับเปลี่ยนให้ทำงานได้หลายประเภท
  6. ลักษณะการใช้งาน
*ใช้เป็นอุปกรณ์บรรทุกวัสดุหรือยกวัสดุลง
*ใช้สนับสนุนรถบรรทุกชนิดที่ใช้อุปกรณ์ขับเคลื่อน โดยขนถ่ายวัสดุไปวางตามตำแหน่งที่กำหนด หรือวางเป็นจุดๆ
*ใช้ขนถ่ายวัสดุในระยะทางปานกลางประมาณ 50 ถึง 200 ฟุด
*ปริมาณการขนถ่ายวัสดุน้อย
*ความถี่ของการใช้งานอยู่ในระดับต่ำและใช้กับงานขนถ่ายสินคาที่มีลักษณะ เป็นช่วงๆ
*เพิ่มอัตถประโยชน์ให้กับอุปกรณ์ขนถ่ายวัสดุชนิดที่ใช้อุปกรณ์ขับเคลื่อน
*ใช้เป็นอุปกรณ์ยกวัสดุขึ้น และลง
*ใช้ขนถ่ายวัสดุในพื้นที่ควบคุม หรือพื้นที่เฉพาะเพื่อความประหยัด
*ใช้ในบริเวณสถานที่เก็บวัสดุที่มีความแออัด ละช่องทางเดินระหว่างชั้นวางวัสดุที่คับแคบ
ข้อจำกัด

  • ต้องการพื้นที่ว่างระหว่างชั้นวางวัสดุ
  • มีระยะห่างระหว่างตัวรถยกเข็นกับพื้นน้อย
  • ยกเว้นรุ่นออกแบบมาพิเศษ เช่น รถยกลากขากรรไกร(CNX Hand Pallet Truck)
  • ต้องการแรงงานคนในการขับเคลื่อน
  • มีปัญหาการเลี้ยวตรงมุมหักฉากในช่องทางเดินระหว่างชั้นวางวัสดุที่คับแคบ
  • ไม่เหมาะกับพื้นที่มีความขรุขระ

การเลือกใช้รถยก (FORKLIFT) ในสถานประกอบการ

         ในสถานประกอบการหรือโรงงานต่างที่ผลิตสินค้าทั้งหลายจำเป็นที่จะต้องเคลื่อนย้ายสินค้าในโรงงานและจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ จึงต้องมีเครื่องมือขนย้ายที่มีประสิทธิภาพเพื่อสะดวกรวดเร็วและปลอดภัย รถ FORKLIFT จึงเป็นเครื่องจักรกลสี่งแรกที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง แต่บางหน่วยงานไม่ทราบว่าจะเลือกรถ FORKLIFT อย่างไรให้เหมาะกับสถานประกอบการหรือโรงงาน ดังนั้นทางผู้เขียนขอแนะนำการเลือกซื้อรถ FORKLIFT มาใช้ในโรงงานอย่างง่ายๆดังนี้ รถ FORKLIFT แบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามชนิดของเครื่องจักรกล
  • ประเภทที่ใช้เครื่องยนต์เป็นเครื่องต้น กำลังมักนิยมใช้ในในโรงงานหรือคลังสินค้าที่เป็นระบบเปิด มีการระบายอากาศที่ดีหรือขนย้ายภายนอกอาคาร มีให้เลือกทั้งเป็นเครื่องยนต์ดีเซล เบนซินและใช้ LPG เป็นเชื้อเพลิงเพราะว่าสามารถรับงานหนักได้ดี มีความแข็งแรงสูง ประหยัดทั้งค่าเชื้อเพลิงและมีการบำรุงรักษาง่าย ทนทานต่อพื้นทางวิ่งที่ขรุขระได้ดี
  • ประเภทที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นเครื่องต้นกำลัง และใช้กำลังไฟจากแบตเตอรี่ เหมาะสำหรับโรงงานหรืออาคารที่เป็นระบบปิด ห้องติดแอร์ห้องเย็นแช่แข็งต่างๆ เพราะรถ FORKLIFT ไฟฟ้าไม่มีมลพิษทางอากาศ ในโรงงานผลิตอาหารทีต้องการความสะอาดเป็นอันดับแรก ใช้วิ่งในพื้นที่แคบๆได้ดี ไม่มีเสียงดังรบกวน แต่ก็มีข้อจำกัดเหมือนกันเช่น พื้นทางการวิ่งต้องราบเรียบไม่ขรุขระเพราะจะทำให้แบตเตอรี่ชำรุดเสียหายหรืออายุการใช้งานลดลง ซึ่งรถ FORKLIFT ไฟฟ้ามีให้เลือกหลายแบบ เช่น แบบนั่งขับ ยืนขับเหมาะกับการวิ่งในทางแคบๆ และแบบขับเคลื่อนขนย้ายในแนวระนาบเท่านั้น

คู่มือกฎระเบียบความปลอดภัยในการใช้รถยก

  1. ขับรถยกต้องเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตและผ่านการอบรมอย่างถูกต้องเท่านั้น
  2. ก่อนเริ่มงานควรตรวจสภาพของรถและในกรณีพบความเสียหายให้แจ้งหัวหน้างานทันที
  3. คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งขณะที่ขับรถ
  4. ก่อนที่จะทำการสตาร์ทเครื่องต้องดึงเบรคมือ และปลดเกียร์ว่างเสียก่อน
  5. ต้องปฎิบัติตามกฎจราจรในการขับขี่ แล้ใช้อัตราความเร็วที่ตรงงานนั้น ๆ กำหนดไว้
  6. อย่าออกรถหรือหยุดรถทันทีทันใด
  7. ต้องขับรถทิ้งระยะห่างจากคันหน้าในระยะที่ปลอดภัย
  8. เวลาขับรถสวนกันต้องเผื่อระยะห่างระหว่างรถให้เพียงพอ
  9. ก่อนขับรถลอดผ่านที่ใด ๆ ผู้ขับต้องแน่ใจว่าสามารถขับลอดผ่านได้อย่างปลอดภัย
  10. เพื่อความปลอดภัยก่อนเลี้ยว ถึงทางแยกหรือถอยหลังต้องให้สัญญาณแตรทุกครั้ง
  11. เมื่อขับรถยกขึ้นเนินโดยมีของบรรทุกอยู่ ให้ขับรถไปข้างหน้า ในกรณีที่มองข้างหน้า ไม่เห็นเนื่องจากของที่บรรทุกบังสายตา คนขับต้องมีเจ้าหน้าที่คอยบอกทางอยู่ด้านหน้าเสมอ
  12. เมื่อขับรถยกลงเนินโดยมีของบรรทุกอยู่ ให้ขับรถถอยหลัง เมื่อลงเนินเสมอ
  13. การขับรถยกข้ามทางรถไฟต้องไปช้า ๆ เป็นแนวทแยง
  14. ขับรถช้า ๆ เมื่อผ่านทางที่เปียกลื่น
  15. ขณะขับรถอย่ายื่นมือ หรือเท้าออกไปเกินส่วนที่เป็นเสาของรถ
  16. ห้ามขับรถยกในขณะที่มีอาการง่วง มึนงงหรืออยู่ในอาการเมา
  17. ห้ามยกงาสูงค้างไว้ในกรณีวิ่งรถเปล่า
  18. ควรมีแผ่นป้ายบอกเตือนความปลอดภัยในแต่ละจุด
  19. เลือกใช้ Pallet ให้เหมาะสมกับของที่จะยก
  20. ตั้งระยะความกว้างของงาให้เหมาะสม
  21. ต้องมั่นใจว่าวัสดุสิ่งของที่บรรทุกอยู่บน Pallet ที่ปลอดภัยและบรรทุกอยู่ในสภาพที่มั่นคง ก่อนขับเคลื่อนรถยก
  22. เมื่อบรรทุกของและนำรถออกอย่าวิ่งยกงาสูงควรให้ระดับงาสูงจากพื้นผิวประมาณ 8นิ้ว
  23. อย่ายกของที่บรรทุกไว้สูงขณะที่รถยกวิ่งผ่านพื้นที่ลาดเอียงต่างระดับ
  24. ห้ามยกของหรือขับรถยกโดยการเอียงงาไปทางด้านหน้ารถ
  25. ห้ามใช้รถยกดันวัสดุสิ่งของ
  26. ในขณะที่ยกของขึ้นหรือลงควรทำอย่างระวังเพื่อป้องกันการเสียหายและอันตรายที่จะเกิดขึ้น
  27. ห้ามยกของถ้ารถยกไม่อยู่บนพื้นระดับเพราะจะทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้
  28. ห้ามบรรทุกของสูงหรือมีน้ำหนักของเกินอัตรากำลังของรถตามรุ่นที่ระบุไว้
  29. ถ้าของบรรทุกมีขนาดใหญ่ไม่สามารถมองเห็นข้างหน้าได้ควรขับรถถอยหลัง
  30. ห้ามมิให้ผู้ใดยืน หรือเดินผ่านใต้เงารถยก
  31. ใช้ตะแกรงกั้นของและหลังคานิรภัยสำหรับการใช้งานยกของสูง ๆ
  32. หลีกเลี่ยงการที่จะทำให้เสียการทรงตัว
  33. ระวังท้ายปัด
  34. ห้ามใช้รถยกแทนลิฟท์
  35. ห้ามใช้รถยกขับแข่งขัน
  36. ห้ามใช้รถยกเป็นรถรับส่งผู้โดยสาร
  37. ขณะจอดอยู่กับที่ ต้องลดงาลงวางติดกับพื้นก่อนทุกครั้ง
  38. ห้ามสูบบุหรี่ และต้องดับเครื่องยนต์ทุกครั้งที่มีการเติมน้ำมัน
  39. ตรวจตรารถยกเมื่อเลิกงาน
  40. ไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณต่าง ๆ ต้องอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้
  41. เรียนรู้เกี่ยวกับรถยกให้มากที่สุดและท่านจะสะดวกใจ

การบำรุงรักษารถยกประจำวัน

ก่อนติดเครื่อง
  1. ตรวจดูความสะอาดภายนอก
  2. ตรวจระดับน้ำในหม้อน้ำและหม้อพักน้ำ
  3. ตรวจระดับน้ำมันเครื่อง
  4. ตรวจดูระดับน้ำมันเชื้อเพลิง
  5. ตรวจดูระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ
  6. ตรวจระดับน้ำมันไฮโดรลิค
  7. ตรวจระดับน้ำมันเกียร์พวงมาลัย
  8. ตรวจดูระดับน้ำมันเบรค
  9. ตรวจระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่
  10. ตรวจความตึงของสายพานเครื่องยนต์
  11. ตรวจการทำงานของเบรคมือและขาเบรค
  12. ตรวจระบบสัญญาณไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง ไฟส่องสว่างและสัญญาณแตร
  13. ตรวจสภาพความตึงของโซ่ยกของ
  14. ตรวจสภาพยาง
  15. ตรวจวัดลมยางและเติมให้ได้แรงดันตามที่กำหนดไว้
  16. ตรวจรอยรั่วซึมตามจุดต่าง ๆ 
หลังติดเครื่อง
  1. ตรวจเช็คว่ามีเสียงดังผิดปกติจากเครื่องยนตืหรือไม่
  2. ตรวจดูไฟที่หน้าปัดดับหมดหรือไม่
  3. ตรวจระยะฟรีของพวงมาลัยและการบังคับเลี้ยว
  4. ตรวจการทำงานของชุดควบคุมอุปกรณ์ยกงาว่าทำงานเรียบร้อยหรือไม่ 
หลังการใช้งานขณะเครื่องยนต์ยังติดอยู่
  1. จอดรถในสถานที่จอดรถกำหนดไว้
  2. ลดงาของรถให้อยู่ในแนวราบกับพื้นโรงงาน
  3. ล็อคเบรคมือให้เรียบร้อย
  4. หล่อลื่นตามจุดต่าง ๆ ให้เรียบร้อย เช่น โซ่ยกของ ชุดแผ่นทองเหลืองหลังเสา
  5. ตรวจเช็คดูการรั่วซึมจากการใช้งาน เช่น น้ำมันไฮโดรลิค น้ำมันเกียร์   น้ำมันเครื่อง และน้ำในหม้อน้ำ
  6. ตรวจเช็คฟังเสียงว่ามีเสียงอะไรผิดปกติหรือไม่
  7. หลังจากการใช้งาน ควรปล่อยให้เครื่องยนต์เดินเบาในตำแหน่งเกียร์ว่าง  ประมาณ 3 นาที จึงค่อยดับเครื่องยนต์ 
หลังดับเครื่องยนต์
  1. เติมน้ำมันให้เต็มถังเพื่อพร้อมการใช้งานในวันต่อไป
  2. ปลดเกียร์ว่างไว้เสมอ และดึงลูกกุญแจรถออกเก็บยังที่เก็บ 

การใช้งานแบตเตอรี่รถยก

วิธีการชาร์จแบตเตอรี่ มี 2 วิธี คือ
          1.  NORMAL CHARGER คือ การชาร์จแบตเตอรี่ตามปกติโดยเราจะใช้การชาร์จแบบนี้เป็นประจำวัน โดยจะชาร์จหลังจากเลิกใช้รถยกในแต่ละวัน
          2.  EQUAL CHARGER คือ การชาร์จแบตเตอรี่เพื่อปรับความถ่วงจำเพาะของน้ำกรดในแต่ละเซลล์ให้ใกล้เคียงกันทั้งนี้เนื่องจากเมื่อเราใช้งานไปหลาย ๆ วัน ค่าถ่วงจำเพาะของน้ำกรดจะไม่เท่ากัน ฉะนั้นจึงต้องทำ EQUAL CHARGER 1 ครั้ง การชาร์จแบบนี้ กระแสไฟจะเข้าไปชาร์จอยู่นานกว่าแบบ NORMAL ควรทำ EQUAL ทุก ๆ 2 สัปดาห์ ห้ามใช้ EQUAL CHARGER เป็นประจำทุกวัน เพราะจะทำให้แบตเตอรี่ร้อนจัดและเสื่อมเร็วขึ้น 

วิธีการชาร์จแบตเตอรี่ประจำวัน

          1.  ปิดสวิทซ์กุญแจของรถยกมาที่ตำแหน่ง OFF ก่อนจะทำการชาร์จ
          2.  ปลดปลั๊กแบตเตอรี่จากตัวรถยก และนำปลั๊กของแบตเตอรี่มาเสียบต่อกับปลั๊กของตู้ชาร์จ โดยจะต้องเสียบให้แน่น และเปิดฝาครอบเซลล์ทุกเซลล์ในขณะทำการชาร์จ
          3.  จ่ายกระแสไฟเข้าเครื่องชาร์จเจอร์
          4.  กดปุ่ม NORMAL เพื่อเริ่มต้นชาร์จ โดยชาร์จเจอร์จะทำการชาร์จไปเรื่อย ๆ จนแบตเตอรี่เต็ม (VOLTAGE แต่ละเซลล์ประมาณ 24 โวลต์) หลังจากกระแสไฟจะสว่างขึ้น และการชาร์จก็จะทำงานต่อไปประมาณ 4 ชั่วโมง เมื่อครบ 4 ชั่วโมง ไฟบนตำแหน่ง UP ก็จะสว่างขึ้น แสดงว่าการชาร์จเสร็จสมบูรณ์ ตู้ชาร์จก็จะหยุดการชาร์จโดยอัตโนมัติ ก้อให้เปิดตู้ชาร์จและนำแบตเตอรี่ไปใช้งานได้ 

การบำรุงรักษาแบตเตอรี่และข้อควรระวังในการชาร์จแบตเตอรี่

          1.  อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งในการชาร์จ ดังนั้น ควรจะชาร์จแบตเตอรี่ก็ต่อเมื่อได้ใช้กระแสไฟฟ้าใกล้จะหมด และในการชาร์จแต่ละครั้งจะต้องชาร์จต่อเนื่องเป็นเวลา 8 ชั่วโมงติดต่อกัน
          2.  บริเวณที่ใช้เป็นที่ชาร์จแบตเตอรี่จะต้องเป็นสถานที่ที่อากาศสามารถถ่ายเทได้ดี เนื่องจากในขณะที่ชาร์จ น้ำกลั่นจะระเหยออกมา
          3.  ก่อนทำการชาร์จแบตเตอรี่จะต้องเปิดฝาจุดเติมน้ำกลั่น เพื่อตรวจเช็คระดับน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับพอดี และตรวจสอบสภาพปลั๊กไฟว่าอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่ชำรุด หรือแตกร้าว หรือไม่ถ้าชำรุดจะต้องดำเนินการแก้ไขก่อนทำการชาร์จ
          4.  จะต้องเสียบปลั๊กของแบตเตอรี่กับตู้ชาร์จให้แน่น เพื่อไม่ให้เกิดการอาร์ดของกระแสไฟ
          5.  จะต้องตรวจสอบขั้ว สะถานไฟ สายไฟ ของแบตเตอรี่ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์
          6.  ถ้าขั้วแบตเตอรี่ และผิวของแบตเตอรี่ด้านบนสกปรก หรือมีขี้เกลือเกาะให้ทำความสะอาดด้วยน้ำร้อน และเช็ดให้แห้ง
          7. ควรให้ช่างผู้ชำนาญงานตรวจเช็คค่าถ่วงนำเพาะ และแรงดันของเซลล์แบตเตอรี่แต่ละเซลล์ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น