ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 มีส่วนสำคัญในการที่จะพัฒนาการยกแท่นรองฐานปืนด้วยระบบไฟฟ้าในการยก เนื่องจากความจำเป็นและสะดวกในการใช้งาน ได้มีการคิดค้นพัฒนาเพิ่มในด้านของการยกและขนย้ายลูกระเบิดให้เป็นไปด้วยความนิ่มนวลและมีความปลอดภัยมากขึ้น จึงได้พัฒนาใช้ทั้งแบบเชิงกล และรถยกใช้ไฟฟ้าขึ้นมาด้วย
รถยกรุ่นแรกจะเป็นแบบง่าย ๆ ไม่ใช้ระบบไฮดรอลิคในการยก ไม่มีงา แต่ใช้รอกเป็นตัวดึงโซ่และยก ยกได้ไม่สูงมากนัก ไม่ใช้คนนั่งขับ
ปี พ.ศ. 2460 ได้มีการพัฒนารถยกที่ใช้คนนั่งขับ โดย บริษัท Clark จำกัด เรียกว่า TruckTracter แต่เป็นการผลิตเพื่อใช้งานของ Clark เอง ในอีก 6 ปีต่อมา บริษัท Yale ได้ผลิตรถยกแบบใช้ไฟฟ้า และมีงาใช้ในการยกขึ้นมา การยกขึ้น-ลง ใช้แบบ Ratchet & Pinion หรือการใช้เฟืองและสปริงช่วยในการหมุนเพื่อผ่อนแรงยก
การใช้งานรถยกในสมัยนั้นยังเป็นไปแบบไม่แน่นอนจนได้มีการพัฒนาแท่นวางสินค้าขึ้นอย่างมีมาตรฐานในปี พ.ศ. 2473 เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้มีการพัฒนารถยกเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการพัฒนารถยกเป็นไปแบบก้าวกระโดด ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ความต้องการด้านอุปโภคและยุทธภัณท์ สูงขึ้นหลายเท่าตัว เป็นแรงผลักดันให้มีการเร่งพัฒนาการขนย้ายโดยเฉพาะการขนย้ายด้วยรถยก ส่วนรถยกที่ใช้ไฟฟ้าได้สร้างแบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ 8 ชั่วโมงติดต่อกันโดยไม่ต้องประจุไฟใหม่
ต่อมาจึงได้พัฒนาด้านความปลอดภัยให้แก่คนขับขึ้นด้วยการทำกรงเหล็กป้องกันสิ่งของตกใส่คนขับ
ประเภทรถยก
1. ENGINE FORKLIFT รถยกที่ใช้เครื่องยนต์เป็นต้นกำลัง โดยใช้นำมันเป็นเชื้อเพลิง
รถยกประเภทนี้สามารถแบ่งออกตามชนิดเชื้อเพลิงที่ใช้ได้ 3 ประเภท คือ
1.1) DIESEL ENGINE (เครื่องยนต์ดีเซล)
1.2) GASOLINE ENGINE (เครื่องยนต์แก๊สโซลีน)
1.3) L.P.G. ENGINE (เครื่องยนต์แก๊ส L.P.G.)
นอกจากนั้นรถยกที่ใช้เครื่องยนต์เป็นต้นกำลัง สามารถแบ่งตามระบบส่งกำลังได้ 2 ประเภท
- ระบบส่งกำลังด้วยทอร์ค (TOROFLOW TRANSMISSION)
- ระบบส่งกำลังด้วยคลัทซ์ (DIRECT DRIVE)
2. BATTERY FORKLIFT รถยกไฟฟ้าใช้มอเตอร์เป็นต้นกำลังขับเคลื่อนโดยได้รับกระแสไฟฟ้ามาจากแบตเตอรี่
ระยกไฟฟ้าสามารถแบ่งตามลักษณะโครงสร้างภายนอกได้เป็น 2 แบบ คือ
- แบบ COUNTER BALANCIT (แบบนั่งขับ) 
- แบบ REACH TURCK (แบบยืนขับ)

โครงสร้างรถยก
รถยก (FORKLIFT TRUCK) เป็นรถบรรทุกประเภทหนึ่ง ที่ใช้เคลื่อนย้ายวัสดุสิ่งของจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยได้ติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งาน งานในโรงงานหรือในบริเวณพื้นที่แคบ ๆ จุดประสงค์หลักก็คือ ยกวัสดุสิ่งของขึ้นสูงไม่เหมาะกับการเคลื่อนย้ายเป็นระยะทางไกล ๆ ซึ่งผู้ใช้งานหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องเรียนรู้ลักษณะหน้าที่ของโครงสร้างและส่วนประกอบที่สำคัญของรถยก ดังนี้- โครงรถ (FRAME) เป็นอุปกรณ์หลัก ใช้เป็นที่ติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ของรถยกซึ่งทำมาจากเหล็กพับขึ้นรูป มีความหนาประมาณ 1 - 2 มิลลิเมตร
- เสา (MAST)
- โซ่ (CHAIN) ทำหน้าที่ยกน้ำหนักของวัสดุสิ่งของให้เลื่อนขึ้นลงตามเสา โดยปกติจะมี 2 เส้นหรือ 4 เส้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนเสา
- งา (FORK)
- ล้อหน้า (FRONT WHEEL) โดยลักษณะของการใช้งานแล้วล้อหน้าจะทำหน้าที่รับน้ำหนักบรรทุกทั้งหมด รับน้ำหนักของตัวรถ และยังเป็นล้อที่ต้องออกกำลังขับเคลื่อนรวมทั้งเบรคอีกด้วย ดังนั้นล้อหน้าจึงถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่กว่าล้อหลัง
- ล้อหลัง (REAR WHEEL)
- แผงกั้น (BACKREST) ทำหน้าที่เป็นแผงกั้นวัสดุสิ่งของเวลายกสูง เป็นที่พิงของวัสดุสิ่งของเวลายกทำให้ไม่ตกหล่น
- หลังคา (OVERHEAD GUARD)
- ฝาครอบเครื่องยนต์ (ENGINE HOOD) เป็นอุปกรณ์ช่วยป้องกันความร้อนตลอดจนเก็บเสียงเครื่องยนต์ และยังเป็นที่สำหรับติดตั้งเก้าอี้ที่นั่งคนขับ
- น้ำหนักถ่วงท้ายรถ (COUNTER WEIGHT)
- แผ่นระบุข้อมูล (Data Plate) เป็นแผ่นโลหะที่จะระบุที่ติดมาจากผู้ผลิต โดยจะให้รายละเอียดเกี่ยวกับ อัตราบรรทุก ข้อมูลการปฏิบัติงาน การบำรุงรักษาหรือข้อมูลอื่นๆที่จำเป็น และคำเตือนต่างๆ
- อื่นๆ
ประโยชน์การใช้งานและข้อจำกัดของรถยกลาก
การใช้งานจะใช้กับพื้นที่เรียบ มีล้อเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้สามารถหมุนได้ใต้แผ่นรองกอง(Pallet) หรือกล่องรองกอง (Skid) ดังแสดงในรูปที่ และติดตั้งชุดยกที่ได้ออกแบบมาเพื่อยกวัสดุให้เกิดช่องว่างระหว่างพื้นเรียบ กับพื้นโรงงานมากเพียงพอที่จะสามารถเคลื่อนย้ายวัสดุต่อไปได้ การขับเคลื่อนจะใช้แรงงานคนสำหรับเข็น และจะใช้ระบบไฮโดรลิค หรือชุดกลไกทางกลสำหรับยกวัสดุ รถยกเข็นชนิดพื้นเรียบ(Platform) จะใช้สำหรับขนถ่ายกล่องรองกอง และรถยกเข็นชนิดพื้นปากซ่อม 2 ขา(Fork) จะใช้สำหรับขนถ่ายแผ่นรองกองคุณลักษณะเฉพาะ- ราคาไม่แพง
- มีความทนทาน จึงไม่ต้องทำการบำรุงรักษามากนัก ยกเว้นการใช้ในงานในพื้นที่เปียกชื้น หรือไอเคมีกัดกร่อน ต้องดูแลระบบล้อ และการป้องกันการกัดกร่อนเป็นอย่างดี
- น้ำหนักเบามีขนาดกระทัดรัด
- สะดวกสบายและง่ายต่อการใช้งาน
- สามารถปรับเปลี่ยนให้ทำงานได้หลายประเภท
- ลักษณะการใช้งาน
*ใช้สนับสนุนรถบรรทุกชนิดที่ใช้อุปกรณ์ขับเคลื่อน โดยขนถ่ายวัสดุไปวางตามตำแหน่งที่กำหนด หรือวางเป็นจุดๆ
*ใช้ขนถ่ายวัสดุในระยะทางปานกลางประมาณ 50 ถึง 200 ฟุด
*ปริมาณการขนถ่ายวัสดุน้อย
*ความถี่ของการใช้งานอยู่ในระดับต่ำและใช้กับงานขนถ่ายสินคาที่มีลักษณะ เป็นช่วงๆ
*เพิ่มอัตถประโยชน์ให้กับอุปกรณ์ขนถ่ายวัสดุชนิดที่ใช้อุปกรณ์ขับเคลื่อน
*ใช้เป็นอุปกรณ์ยกวัสดุขึ้น และลง
*ใช้ขนถ่ายวัสดุในพื้นที่ควบคุม หรือพื้นที่เฉพาะเพื่อความประหยัด
*ใช้ในบริเวณสถานที่เก็บวัสดุที่มีความแออัด ละช่องทางเดินระหว่างชั้นวางวัสดุที่คับแคบ
ข้อจำกัด
- ต้องการพื้นที่ว่างระหว่างชั้นวางวัสดุ
- มีระยะห่างระหว่างตัวรถยกเข็นกับพื้นน้อย
- ยกเว้นรุ่นออกแบบมาพิเศษ เช่น รถยกลากขากรรไกร(CNX Hand Pallet Truck)
- ต้องการแรงงานคนในการขับเคลื่อน
- มีปัญหาการเลี้ยวตรงมุมหักฉากในช่องทางเดินระหว่างชั้นวางวัสดุที่คับแคบ
- ไม่เหมาะกับพื้นที่มีความขรุขระ
การเลือกใช้รถยก (FORKLIFT) ในสถานประกอบการ
ในสถานประกอบการหรือโรงงานต่างที่ผลิตสินค้าทั้งหลายจำเป็นที่จะต้องเคลื่อนย้ายสินค้าในโรงงานและจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ จึงต้องมีเครื่องมือขนย้ายที่มีประสิทธิภาพเพื่อสะดวกรวดเร็วและปลอดภัย รถ FORKLIFT จึงเป็นเครื่องจักรกลสี่งแรกที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง แต่บางหน่วยงานไม่ทราบว่าจะเลือกรถ FORKLIFT อย่างไรให้เหมาะกับสถานประกอบการหรือโรงงาน ดังนั้นทางผู้เขียนขอแนะนำการเลือกซื้อรถ FORKLIFT มาใช้ในโรงงานอย่างง่ายๆดังนี้ รถ FORKLIFT แบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามชนิดของเครื่องจักรกล- ประเภทที่ใช้เครื่องยนต์เป็นเครื่องต้น กำลังมักนิยมใช้ในในโรงงานหรือคลังสินค้าที่เป็นระบบเปิด มีการระบายอากาศที่ดีหรือขนย้ายภายนอกอาคาร มีให้เลือกทั้งเป็นเครื่องยนต์ดีเซล เบนซินและใช้ LPG เป็นเชื้อเพลิงเพราะว่าสามารถรับงานหนักได้ดี มีความแข็งแรงสูง ประหยัดทั้งค่าเชื้อเพลิงและมีการบำรุงรักษาง่าย ทนทานต่อพื้นทางวิ่งที่ขรุขระได้ดี
- ประเภทที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นเครื่องต้นกำลัง และใช้กำลังไฟจากแบตเตอรี่ เหมาะสำหรับโรงงานหรืออาคารที่เป็นระบบปิด ห้องติดแอร์ห้องเย็นแช่แข็งต่างๆ เพราะรถ FORKLIFT ไฟฟ้าไม่มีมลพิษทางอากาศ ในโรงงานผลิตอาหารทีต้องการความสะอาดเป็นอันดับแรก ใช้วิ่งในพื้นที่แคบๆได้ดี ไม่มีเสียงดังรบกวน แต่ก็มีข้อจำกัดเหมือนกันเช่น พื้นทางการวิ่งต้องราบเรียบไม่ขรุขระเพราะจะทำให้แบตเตอรี่ชำรุดเสียหายหรืออายุการใช้งานลดลง ซึ่งรถ FORKLIFT ไฟฟ้ามีให้เลือกหลายแบบ เช่น แบบนั่งขับ ยืนขับเหมาะกับการวิ่งในทางแคบๆ และแบบขับเคลื่อนขนย้ายในแนวระนาบเท่านั้น
คู่มือกฎระเบียบความปลอดภัยในการใช้รถยก
- ขับรถยกต้องเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตและผ่านการอบรมอย่างถูกต้องเท่านั้น
- ก่อนเริ่มงานควรตรวจสภาพของรถและในกรณีพบความเสียหายให้แจ้งหัวหน้างานทันที
- คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งขณะที่ขับรถ
- ก่อนที่จะทำการสตาร์ทเครื่องต้องดึงเบรคมือ และปลดเกียร์ว่างเสียก่อน
- ต้องปฎิบัติตามกฎจราจรในการขับขี่ แล้ใช้อัตราความเร็วที่ตรงงานนั้น ๆ กำหนดไว้
- อย่าออกรถหรือหยุดรถทันทีทันใด
- ต้องขับรถทิ้งระยะห่างจากคันหน้าในระยะที่ปลอดภัย
- เวลาขับรถสวนกันต้องเผื่อระยะห่างระหว่างรถให้เพียงพอ
- ก่อนขับรถลอดผ่านที่ใด ๆ ผู้ขับต้องแน่ใจว่าสามารถขับลอดผ่านได้อย่างปลอดภัย
- เพื่อความปลอดภัยก่อนเลี้ยว ถึงทางแยกหรือถอยหลังต้องให้สัญญาณแตรทุกครั้ง
- เมื่อขับรถยกขึ้นเนินโดยมีของบรรทุกอยู่ ให้ขับรถไปข้างหน้า ในกรณีที่มองข้างหน้า ไม่เห็นเนื่องจากของที่บรรทุกบังสายตา คนขับต้องมีเจ้าหน้าที่คอยบอกทางอยู่ด้านหน้าเสมอ
- เมื่อขับรถยกลงเนินโดยมีของบรรทุกอยู่ ให้ขับรถถอยหลัง เมื่อลงเนินเสมอ
- การขับรถยกข้ามทางรถไฟต้องไปช้า ๆ เป็นแนวทแยง
- ขับรถช้า ๆ เมื่อผ่านทางที่เปียกลื่น
- ขณะขับรถอย่ายื่นมือ หรือเท้าออกไปเกินส่วนที่เป็นเสาของรถ
- ห้ามขับรถยกในขณะที่มีอาการง่วง มึนงงหรืออยู่ในอาการเมา
- ห้ามยกงาสูงค้างไว้ในกรณีวิ่งรถเปล่า
- ควรมีแผ่นป้ายบอกเตือนความปลอดภัยในแต่ละจุด
- เลือกใช้ Pallet ให้เหมาะสมกับของที่จะยก
- ตั้งระยะความกว้างของงาให้เหมาะสม
- ต้องมั่นใจว่าวัสดุสิ่งของที่บรรทุกอยู่บน Pallet ที่ปลอดภัยและบรรทุกอยู่ในสภาพที่มั่นคง ก่อนขับเคลื่อนรถยก
- เมื่อบรรทุกของและนำรถออกอย่าวิ่งยกงาสูงควรให้ระดับงาสูงจากพื้นผิวประมาณ 8นิ้ว
- อย่ายกของที่บรรทุกไว้สูงขณะที่รถยกวิ่งผ่านพื้นที่ลาดเอียงต่างระดับ
- ห้ามยกของหรือขับรถยกโดยการเอียงงาไปทางด้านหน้ารถ
- ห้ามใช้รถยกดันวัสดุสิ่งของ
- ในขณะที่ยกของขึ้นหรือลงควรทำอย่างระวังเพื่อป้องกันการเสียหายและอันตรายที่จะเกิดขึ้น
- ห้ามยกของถ้ารถยกไม่อยู่บนพื้นระดับเพราะจะทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้
- ห้ามบรรทุกของสูงหรือมีน้ำหนักของเกินอัตรากำลังของรถตามรุ่นที่ระบุไว้
- ถ้าของบรรทุกมีขนาดใหญ่ไม่สามารถมองเห็นข้างหน้าได้ควรขับรถถอยหลัง
- ห้ามมิให้ผู้ใดยืน หรือเดินผ่านใต้เงารถยก
- ใช้ตะแกรงกั้นของและหลังคานิรภัยสำหรับการใช้งานยกของสูง ๆ
- หลีกเลี่ยงการที่จะทำให้เสียการทรงตัว
- ระวังท้ายปัด
- ห้ามใช้รถยกแทนลิฟท์
- ห้ามใช้รถยกขับแข่งขัน
- ห้ามใช้รถยกเป็นรถรับส่งผู้โดยสาร
- ขณะจอดอยู่กับที่ ต้องลดงาลงวางติดกับพื้นก่อนทุกครั้ง
- ห้ามสูบบุหรี่ และต้องดับเครื่องยนต์ทุกครั้งที่มีการเติมน้ำมัน
- ตรวจตรารถยกเมื่อเลิกงาน
- ไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณต่าง ๆ ต้องอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้
- เรียนรู้เกี่ยวกับรถยกให้มากที่สุดและท่านจะสะดวกใจ
การบำรุงรักษารถยกประจำวัน
ก่อนติดเครื่อง
- ตรวจดูความสะอาดภายนอก
- ตรวจระดับน้ำในหม้อน้ำและหม้อพักน้ำ
- ตรวจระดับน้ำมันเครื่อง
- ตรวจดูระดับน้ำมันเชื้อเพลิง
- ตรวจดูระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ
- ตรวจระดับน้ำมันไฮโดรลิค
- ตรวจระดับน้ำมันเกียร์พวงมาลัย
- ตรวจดูระดับน้ำมันเบรค
- ตรวจระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่
- ตรวจความตึงของสายพานเครื่องยนต์
- ตรวจการทำงานของเบรคมือและขาเบรค
- ตรวจระบบสัญญาณไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง ไฟส่องสว่างและสัญญาณแตร
- ตรวจสภาพความตึงของโซ่ยกของ
- ตรวจสภาพยาง
- ตรวจวัดลมยางและเติมให้ได้แรงดันตามที่กำหนดไว้
- ตรวจรอยรั่วซึมตามจุดต่าง ๆ
หลังติดเครื่อง
- ตรวจเช็คว่ามีเสียงดังผิดปกติจากเครื่องยนตืหรือไม่
- ตรวจดูไฟที่หน้าปัดดับหมดหรือไม่
- ตรวจระยะฟรีของพวงมาลัยและการบังคับเลี้ยว
- ตรวจการทำงานของชุดควบคุมอุปกรณ์ยกงาว่าทำงานเรียบร้อยหรือไม่
หลังการใช้งานขณะเครื่องยนต์ยังติดอยู่
- จอดรถในสถานที่จอดรถกำหนดไว้
- ลดงาของรถให้อยู่ในแนวราบกับพื้นโรงงาน
- ล็อคเบรคมือให้เรียบร้อย
- หล่อลื่นตามจุดต่าง ๆ ให้เรียบร้อย เช่น โซ่ยกของ ชุดแผ่นทองเหลืองหลังเสา
- ตรวจเช็คดูการรั่วซึมจากการใช้งาน เช่น น้ำมันไฮโดรลิค น้ำมันเกียร์ น้ำมันเครื่อง และน้ำในหม้อน้ำ
- ตรวจเช็คฟังเสียงว่ามีเสียงอะไรผิดปกติหรือไม่
- หลังจากการใช้งาน ควรปล่อยให้เครื่องยนต์เดินเบาในตำแหน่งเกียร์ว่าง ประมาณ 3 นาที จึงค่อยดับเครื่องยนต์
หลังดับเครื่องยนต์
- เติมน้ำมันให้เต็มถังเพื่อพร้อมการใช้งานในวันต่อไป
- ปลดเกียร์ว่างไว้เสมอ และดึงลูกกุญแจรถออกเก็บยังที่เก็บ
การใช้งานแบตเตอรี่รถยก
วิธีการชาร์จแบตเตอรี่ มี 2 วิธี คือ
1. NORMAL CHARGER คือ การชาร์จแบตเตอรี่ตามปกติโดยเราจะใช้การชาร์จแบบนี้เป็นประจำวัน โดยจะชาร์จหลังจากเลิกใช้รถยกในแต่ละวัน
2. EQUAL CHARGER คือ การชาร์จแบตเตอรี่เพื่อปรับความถ่วงจำเพาะของน้ำกรดในแต่ละเซลล์ให้ใกล้เคียงกันทั้งนี้เนื่องจากเมื่อเราใช้งานไปหลาย ๆ วัน ค่าถ่วงจำเพาะของน้ำกรดจะไม่เท่ากัน ฉะนั้นจึงต้องทำ EQUAL CHARGER 1 ครั้ง การชาร์จแบบนี้ กระแสไฟจะเข้าไปชาร์จอยู่นานกว่าแบบ NORMAL ควรทำ EQUAL ทุก ๆ 2 สัปดาห์ ห้ามใช้ EQUAL CHARGER เป็นประจำทุกวัน เพราะจะทำให้แบตเตอรี่ร้อนจัดและเสื่อมเร็วขึ้น
วิธีการชาร์จแบตเตอรี่ประจำวัน
1. ปิดสวิทซ์กุญแจของรถยกมาที่ตำแหน่ง OFF ก่อนจะทำการชาร์จ
2. ปลดปลั๊กแบตเตอรี่จากตัวรถยก และนำปลั๊กของแบตเตอรี่มาเสียบต่อกับปลั๊กของตู้ชาร์จ โดยจะต้องเสียบให้แน่น และเปิดฝาครอบเซลล์ทุกเซลล์ในขณะทำการชาร์จ
3. จ่ายกระแสไฟเข้าเครื่องชาร์จเจอร์
4. กดปุ่ม NORMAL เพื่อเริ่มต้นชาร์จ โดยชาร์จเจอร์จะทำการชาร์จไปเรื่อย ๆ จนแบตเตอรี่เต็ม (VOLTAGE แต่ละเซลล์ประมาณ 24 โวลต์) หลังจากกระแสไฟจะสว่างขึ้น และการชาร์จก็จะทำงานต่อไปประมาณ 4 ชั่วโมง เมื่อครบ 4 ชั่วโมง ไฟบนตำแหน่ง UP ก็จะสว่างขึ้น แสดงว่าการชาร์จเสร็จสมบูรณ์ ตู้ชาร์จก็จะหยุดการชาร์จโดยอัตโนมัติ ก้อให้เปิดตู้ชาร์จและนำแบตเตอรี่ไปใช้งานได้
การบำรุงรักษาแบตเตอรี่และข้อควรระวังในการชาร์จแบตเตอรี่
1. อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งในการชาร์จ ดังนั้น ควรจะชาร์จแบตเตอรี่ก็ต่อเมื่อได้ใช้กระแสไฟฟ้าใกล้จะหมด และในการชาร์จแต่ละครั้งจะต้องชาร์จต่อเนื่องเป็นเวลา 8 ชั่วโมงติดต่อกัน
2. บริเวณที่ใช้เป็นที่ชาร์จแบตเตอรี่จะต้องเป็นสถานที่ที่อากาศสามารถถ่ายเทได้ดี เนื่องจากในขณะที่ชาร์จ น้ำกลั่นจะระเหยออกมา
3. ก่อนทำการชาร์จแบตเตอรี่จะต้องเปิดฝาจุดเติมน้ำกลั่น เพื่อตรวจเช็คระดับน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับพอดี และตรวจสอบสภาพปลั๊กไฟว่าอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่ชำรุด หรือแตกร้าว หรือไม่ถ้าชำรุดจะต้องดำเนินการแก้ไขก่อนทำการชาร์จ
4. จะต้องเสียบปลั๊กของแบตเตอรี่กับตู้ชาร์จให้แน่น เพื่อไม่ให้เกิดการอาร์ดของกระแสไฟ
5. จะต้องตรวจสอบขั้ว สะถานไฟ สายไฟ ของแบตเตอรี่ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์
6. ถ้าขั้วแบตเตอรี่ และผิวของแบตเตอรี่ด้านบนสกปรก หรือมีขี้เกลือเกาะให้ทำความสะอาดด้วยน้ำร้อน และเช็ดให้แห้ง
7. ควรให้ช่างผู้ชำนาญงานตรวจเช็คค่าถ่วงนำเพาะ และแรงดันของเซลล์แบตเตอรี่แต่ละเซลล์ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น